Usename:
Password:   สมัครสมาชิก ลืมรหัสผ่าน
 
ค้นหาแพ็คเกจ:
ปักกิ่ง ฮ่องกง เที่ยวประเทศจีน เซิ่นเจิ้น มาเก๊า กำแพงเมืองจีน
 
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี

          การศึกษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของจีนเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ของกษัตริย์จีนตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมของจีนเริ่มอุบัติขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์จิว (ก่อน พ.ศ.2154 ปี) ซึ่งเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีการวิวัฒนาการตามราชวงศ์ต่าง ๆ จนถึงราชวงศ์สุดท้ายคือ ราชวงศ์เช็ง (พ.ศ.2454) รวมทั้งการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยที่เป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าวัฒนธรรมจีนโบราณสู่จีนยยุคใหม่ มีการรณรงค์ต่อต้านสี่เก่าคือ ศิลปะเก่า วัฒนธรรมเก่า ความคิดเก่า และนิสัยเก่า

         วัฒนธรรมจีนได้ก่อตั้งขึ้น ณ ลุ่มแม่น้ำโดยชาวฮั่น (แม่น้ำสวรรค์) ต่อมาชาวจีนได้อพยพไปทางตะวันออก จนสามารถครอบครองดินแดนสองฝั่งแม่น้ำฮวงโหได้หมด การปกครองใช้วิธีแยกกันเป็นหมู่ เป็นเหล่าปกครองกันเอง กษัติริย์ชื่อ อึ้งตี่ สามารถจัดตั้งอาณาจักรขึ้นได้โดยขับไล่ชนเผ่าต่าง ๆ ออกไป ประวัติศาสตร์จีนถือว่าวัฒนธรรมของจีนเริ่มในยุคนี้ ชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำฮวงโห ก่อนที่ชาวจีนจะอพยพเข้าไป คงอยู่กันเป็นหมู่เป็นเหล่าอย่างง่าย ๆ ไม่มีหัวหน้าใหญ่ กษัตริย์อึ้งตี่ได้ประดิษฐ์ยานพาหนะ วางระเบียบการบริหารราชการ การถวายเครื่องราชบรรณาการ กำหนดตัวหนังสือตัวอักษรให้เป็นแบบเดียวกัน ใช้ปฎิทินชนิดเดียวกัน จัดให้มีดนตรี นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมให้จีนเป็นยุคแรก จีนโบราณได้แสดงออกถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม และเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีกว่าสังคมใด ๆ ในโลก

          ระบบจักรพรรดิ์ของจีนเป็นระบบการเมือง หรือสถาบันการเมือง การปกครอง ที่ยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ชาวจีนมีประเพณีเคารพบูชาความเป็นปราชญ์และเหตุผล จีนโบราณยึดถืออยู่กับปรัชญาของขงจื้อ ซึ่งเป็นประเพณีแสดงออกถึงอุดมการของผู้ปกครองประเทศ และขุนนางชั้นสูง เป็นประเพณีที่มีคุณค่า แม้ชาวนาผู้ต่ำต้อยก็สามารถเช้าใช้ และนำไปใช้ได้ ประเพณีขงจื้อไม่เพียงแต่กล่าวถึงสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาล แต่ยังกล่าวถึงประเพณีต่าง ๆ ของระบบครอบครัวอีกด้วย
ประเพณีขงจื้อ  วิวัฒนาการของอารยธรรมจีน ก่อตั้งขึ้นโดยระบบการปกครองที่มีรากฐานอยู่บนอุดมการแห่งมนุษยธรรม โดยได้วิวัฒนาการมากว่าสองพันปี โดยไม่หยุดชงัก ชาวจีนอยู่ภายใต้กรอบแห่งสังคม และสถาบันที่ยืนยง และถาวรที่สุดในโลก อารยธรรมของจีนอยู่แนวหน้าในด้านความปราดเปรื่อง และความประพฤติปฎิบัติของชาวจีน อันกลมกลืนกับสังคม

          ความสำเร็จดังกล่าว มีรากฐานจากอุดมการของประเพณีขงจื้อ ซึ่งเป็นลัทธิเข้าใจง่ายและเด่นชัด เป็นปรัชญาที่เหมาะสมกับคนทุกคน ทุกระดับชั้นและฐานะ ประเพณีกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ และเรื่องเกี่ยวกับบุคคลทั่วไป เช่น บิดามีหน้าที่ดูแลบุตรธิดาของตน รัฐบาลขององค์พระจักรพรรดิ์ต้องมีหลักการมาตรฐาน มีมนุษยธรรม และความเหมาะสม และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม ซึ่งมีรากฐานจากการศึกษาเล่าเรียน มากกว่าจะมีรากฐานจากสิ่งศึกดิ์อย่างยุโรป
ความสำเร็จในด้านวัฒนธรรมประเพณีของจีน มีรากฐานจากอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่คือ ลัทธิขงจื้อ ในระยะเริ่มประวัติศาสตร์ของจีน ชาวจีนได้ยกเลิกประเพณีต่าง ๆ ของระบบขุนนาง โดยได้ตั้งหลักเกณฑ์ที่สำคัญขึ้นมาว่า ผู้ที่ทำงานด้านการปกครองจะต้องปฎิบัติตน ตามหลักคุณธรรม และการเข้าถึงประชาชน โดยจะต้องผ่านข้อสอบไล่ที่เข้มงวด และยุติธรรม หลักเกณฑ์นี้สืบทอดมาประมาณ 200 ปี ชาวจีนก็ได้เป็นเจ้าของหลักการอันยิ่งใหญ่ ของระบบราชการที่ปกครองและบริหารงาน โดยผู้มีการศึกษาสูง ตั้งแต่นั้นมา ชาวจีนก็มีระบบการปกครองแบบรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ซึ่งระบบนี้ชาวตะวันตกนำมาใช้เมื่อภายหลัง

          หลักอุดมการขงจื้อ ถือว่ารัฐบาลเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม ประชาชนมีหน้าที่ช่วยกันค้นคิด และดูแลรักษาระบบการปกครองที่ดี และเที่ยงธรรม ชาวจีนซึ่งนอกจากจะสนใจในด้านการปกครอง แต่ยังพัฒนาความรู้สึกนึกคิดในด้านเอกภาพทางวัฒนธรรม ทำให้จีนมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมก่อนชนชาติอื่น ๆ
ประเพณีขงจื้อได้เชื่อมรัฐบาลเข้ากับความก้าวหน้าทางวิชาการ ได้มีการพัฒนาความคิดด้านการศึกษา จนเชื่อว่าสามารถทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ได้สมบูรณ์ตามธรรมชาติ สอนให้ชาวจีนสำนึกว่าทุกคนควรทำตนให้สมบูรณ์ที่สุด ต้องแสวงคุณธรรมในการปฎิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ทำงานหนักเพื่อบรรลุความสำเร็จอย่างมีคุณธรรม และประพฤติตนให้ดีที่สุดต่อผู้อื่น แม้ว่าอุดมการของขงจื้อ จะสนับสนุนความคิดแบบผู้นำนิยมคือ การเน้นในเรื่องความรับผิดชอบของผู้ปกครอง แต่ก็ได้มีการปลูกฝังความเชื่อให้แก่ชาวจีนอีกว่า คุณธรรมและความดี จะได้รับการตอบสนองอย่างดี งานหนักเพื่อความสำเร็จของชีวิต จะนำไปสู่ความสุขของชีวิตที่แท้จริง สิ่งที่ชาวจีนโบราณได้แสงดออกมากกว่าสังคมใด ๆ ก็คือ แนวความคิดในเรื่องการใช้สติปัญญา และศีลธรรมเป็นรากฐานของกฎหมาย และอำนาจหน้าที่

       ในต้นราชวงศ์จิว มีการยกย่องส่งเสริมจริยศึกษา และการดนตรีเป็นอันมาก เมื่อเกิดสงครามกลางเมือง มีการรบพุ่งกันทั่วไป ทำให้ทั่วราชอาณาจักรเหมือนไม่มีการปกครอง ผู้ที่มีความคิดอ่านต่างพากันประกาศความคิดเห็นของตน อันเป็นกำเนิดของอุดมคติ และปรัชญาต่าง ๆ ของชาวจีน เช่น ลัทธิหยู (นักศึกษา) ของขงจื้อ ผู้เรียบเรียงคัมภีร์บันทึกโบราณกาล ลัทธินี้ถือว่า เมตตา เป็นรากฐานของคุณธรรมทั้งหลาย และเป็นคุณธรรมสูงสุดของมนุษย์ สังคมในยุคนี้มีการแบ่งชั้นวรรณะ แยกเป็นนักศึกษา กสิกร กรรมกร และพ่อค้า ลูกของนักศึกษาต้องเป็นนักศึกษา การถือชั้นวรรณะเป็นไปอย่างเข้มงวด เมื่อมีการยึดถือความรู้ ความสามารถ การแบ่งชั้นวรรณะก็เลิกไป สำหรับภายในครอบครัวก็มีการแบ่งชั้นวรรณะกันอย่างเข้มงวด ถูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี
จีนถือว่าระบบศักดินามีมาตั้งแต่สมัยกษัตริย์อั้งตี่ โดยยอมให้หัวหน้าหมู่ชนต่าง ๆ ไปกินเมืองที่ยึดได้ หรือเมืองที่ขยายออกไปใหม่ ๆ ในต้นราชวงศ์จิว มีเจ้านครถึง 1,800 คน
วิวัฒนาการวัฒนธรรมจีน  ก่อตั้งขึ้นโดยระบบการปกครองที่มีรากฐานอยู่บนอุดมการของมนุษยธรรม โดยได้วิวัฒนาการมากว่าสองพันปี โดยไม่หยุดชงัก

         การปฎิวัติของจีนในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ได้ทำลายคุณค่าทางสังคมไปมาก โดยเฉพาะค่านิยมมูลฐานเดิมคือ ความสอดคล้องในกิจกรรมทุกอย่าง ที่สามารถหลีกเลี่ยงความตึงเครียด การยอมรับ การไกล่เกลี่ย ประนีประนอม รวมตลอดถึงวัฒนธรรมในด้านความมีระเบียบ ความสัมพันธ์ตามลำดับชั้น คุณธรรมของผู้ปกครอง ความสำนึกในการศึกษา ประเพณีจีน มีส่วนช่วยในการสร้างคุณประโยชน์ในการสร้างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ความเสื่อมของสถาบันจีนโบราณเกิดขึ้น เนื่องจากความพยายามจะสร้างประเทศจีนขึ้นใหม่ มีชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองหลายครั้ง แต่ละครั้งได้ซึมซับชาวต่างชาตินั้น ให้เข้ามากลมกลืนกับชาวจีน และดึงดูดชาวจีนให้หันไปนิยมต่างชาติ ในบางแง่มุมของวัฒนธรรม การรุกรานของต่างชาติ มีส่วนสร้างให้จีนมีอารยธรรมแข็งแกร่ง เพราะต้องป้องกันตนเอง ได้สร้างศูนย์รวมอำนาจไว้กับส่วนกลาง มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

         อารยธรรมตะวันตก เมื่อแรกเริ่มเข้าสู่ประเทศจีนก็ไม่ค่อยรุนแรงนัก ต่อมาเมื่อวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้า ทำให้เกิดปัญหาคุกคามวัฒนธรรมจีน ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 18 - 19ประเทศตะวันตกมีอำนาจทางทหารมากขึ้น ได้บีบบังคับให้ชาวจีนต้องผูกพันกับชาวยุโรปในรูปการค้า เกิดการเผชิญหน้าระหว่างความเคยชินของสังคมกสิกรรม กับสังคมอุตสาหกรรม แนวโน้มในการยอมรับสังคมอุตสาหกรรมจึงได้อุบัติขึ้น ในคริสตศตวรรษที่ 20 สถาบันครอบครัว  ในประวัติศาสตร์ ครอบครัวคนจีนประกอบด้วย 3 - 5 ชั่วอายุคน อาศัยอยู่รวมกัน ซึ่งมีผลมาจากลัทธิขงจื้อ ที่จะต้องเลี้ยงดูบิดามารดาของครอบครัวที่บุตรชายนำเอาภรรยามาอยู่ร่วมเป็นครอบครัวขยาย ทำให้สังคมของจีนมีความมั่นคงเป็นส่วนรวม แซ่ของจีน เป็นคำผสมจากคำว่า "หญิง" กับคำว่า "กำเนิด" หมายถึง การกำเนิดจากหญิง คำว่า "แซ่" ก็คือ ชื่อของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งเกิดจากหญิงคนหนึ่ง การตั้งแซ่อาจจะตั้งจากชื่อเมือง ตำแหน่งราชการ อาชีพ ที่อยู่ เหตุการณ์ในสมัยนั้นถือว่า ชายอายุ 30 ปี หญิงอายุ 20 ปี เหมาะสมที่จะแต่งงานกัน

          ความเป็นอยู่ (ในชนบท)  ชีวิตชนบทของชาวจีนคือ หมู่บ้าน ชาวนาต้องเดินไปยังที่นาของตน เริ่มต้นทำงานแต่เช้าตรู่ สิ้นสุดลงด้วยการพบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านนาน ๆ ตามท้องถนน ตอนค่ำจะเอาตะเกียง และภาชนะใส่อาหาร ออกมาชุมนุมพูดคุยกันเป็นกลุ่ม แล้วบริโภคอาหารค่ำร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปที่อยู่อาศัยของตน เมื่อมองดูภายนอก ลักษณะหมู่บ้านของจีนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน หมู่บ้านของชาวจีนทางตอนใต้ มักจะปลูกอยู่ติดกัน และมีความแออัดมากกว่าทางตอนเหนือ นิยมใช้ไม้ไผ่ และฟางข้าวทำเป็นบ้าน ส่วนหมู่บ้านทางตอนเหนือ มักจะมีกำแพงล้อมบ้านค่อนข้างสูง และก่อด้วยอิฐ สิ่งหนึ่งที่เป็นประเพณี ที่เห็นได้ชัดของหมู่บ้านตามชนบทคือ การมีสาธารณสมบัติร่วมกัน เช่น ศาลเจ้า บ่อน้ำ ถ้าเป็นหมู่บ้านใหญ่จะมีวัด บางครั้งเพื่อประโยชน์ร่วมกัน วัดอาจถูกดัดแปลงเป็นตลาด ใช้เป็นสถานที่จัดงานฉลอง

          ชาวจีนสมัยก่อน ใช้ใบไม้และหนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม ต่อมากษัตริย์อึ้งตี่ได้สอนให้ราษฎรเลี้ยงตัวไหม และสวมใส่เครื่องนุ่งห่ม อาหารก็เป็นอาหารแบบธรรมชาติ ต่อมาจึงรู้จักทำนา ทำไร่ และล่าสัตว์ ตลอดจนการหุงต้มให้สุก ในยุคนี้มีผู้คิดทำสุราขึ้นสำเร็จ ในสมัยนั้น มีตำแหน่งราชการฝ่ายช่างปรากฎคือ ช่างดิน ช่างหิน ช่างไม้ ช่างโลหะ และช่างหนังสัตว์ มีการทำเงินตรา ความเป็นอยู่ (ในเมือง)  วัฒนธรรมของจีนสร้างขึ้นมาจากวัฒนธรรมเมือง ในจำนวนเมืองใหญ่ 50 แห่ง เมืองปักกิ่งเป็นหนึ่งในบรรดาเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชาวจีนในเมืองปักกิ่งดำเนินชีวิตอย่างง่าย ๆ และสะดวกสบาย

          การศึกษา  สมัยก่อนเริ่มเปลี่ยนเข้ายุคใหม่ คนจีนอ่านหนังสือออกเพียงร้อยละยี่สิบ และเป็นเพศชาย เป็นส่วนใหญ่
ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ.2492 คนจีนจำนวน 600 ล้านคน มีโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเพียง 250,000 คน รูปแบบของการศึกษาสอนคนให้รู้จักใช้มือ และสมองทำงานฝึกคนให้ออกมาทำงานให้ส่วนรวม หลักสูตรชั้นประถมมีกำหนด 5 ปี แต่ในเมืองใหญ่ ๆ บางแห่งแก้หลักสูตรเป็น 6 ปี หลักสูตรชั้นมัธยมตอนต้น 3 ปี มัธยมตอนปลาย 3  ปี โรงเรียนเฉพาะวิชาชั้นกลาง และโรงเรียนการช่างรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมตอนต้น หรือมัธยมตอนปลาย มีหลักสูตรการศึกษา 2 - 4 ปี เป็นโรงเรียนฝึกช่างเทคนิคชั้นกลาง เช่น ช่างเทคนิคตามโรงงาน

          สถาบันและโรงเรียน ชั้นอุดมศึกษาไม่เก็บค่าเล่าเรียน นักเรียนที่สมัครสอบเข้าศึกษาต้องได้คะแนนตามระดับมาตรฐาน ที่กำหนด มีร่างกายสมบูรณ์ และมีศีลธรรมจรรยา ความประพฤติในสมัยที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมดี จะได้รับการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หลักสูตรชั้นอุดมศึกษาเป็นหลักสูตรสี่ปี นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ทางรัฐจะบรรจุให้ทำงานตามความต้องการของหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ตามสาขาวิชาเฉพาะที่เรียนมา

          นับแต่ ปี พ.ศ.2524  จีนได้เริ่มใช้ระบบปริญญา โดยแบ่งออกเป็นปริญญาตรี โท และเอก การศึกษาผู้ใหญ่เป็นส่วนประกอบสำคัญประการหนึ่ง ในภารกิจการศึกษาของประเทศจีน เพื่อยกระดับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาติให้สูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในยามว่าง ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน จีนเป็นชาติที่ประกอบด้วย 56 ชนชาติ ชนชาติกลุ่มน้อย บางชนชาติตั้งรกรากอยู่ตามแถบภูเขา และเขตทุ่งหญ้า ที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยมาก ภารกิจการศึกษาในเขตชนชาติกลุ่มน้อย รัฐได้สอดส่องดูแลเป็นพิเศษ ในโรงเรียนที่รับนักเรียนของชนชาติกลุ่มน้อยที่สำคัญ ๆ จะทำการสอนด้วยภาษาของชนชาติกลุ่มน้อยนั้น ควบคู่ไปกับการสอนด้วยภาษาอื่น เข็มมุ่งของการศึกษาของจีนอยู่ที่ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้เจริญทั้งทางจริยศึกษา วิริยศึกษา และพละศึกษา นักเรียนนักศึกษาจะต้องเรียนดี ทั้งทางวัฒนธรรมและทางวิทยาศาสตร์
 

วันเทศกาลตามประเพณีจีน
          เมื่อพูดถึงวันเทศกาลตามประเพณีจีน แน่นอนว่าทุกคนจะนึกถึงวันตรุษจีน เพราะว่าเป็นวันประเพณีที่สำคัญที่สุดของจีน นอกจากวันตรุษจีนแล้ว ประเทศจีนยังมีวันเทศกาลตามประเพณีอีกหลายวันในที่นี้จะกล่าวถึงวันเทศกาลที่สำคัญ 3 วันให้ทราบ

เทศกาลโคมไฟ (หยวนเซียวเจี๋ย)
      วันเทศกาลนี้ตามปฏิทินจันทรคติคือ วันที่ 15 หลังจากวันตรุษจีน วันนี้เป็นวันประเพณีที่ชาวจีนเล่นโคมไฟ จึงเรียกว่าเทศกาลโคมไฟ
วันเทศกาลโคมไฟไม่เป็นวันหยุดราชการ แต่ประชาชนก็ให้ความสนใจที่จะฉลอง เทศกาลนี้ โดยเฉพาะในชนบทจะอึกทึกเป็นพิเศษ ประชาชนนอกจากจะได้ดูการแสดง และการละเล่นหลายชนิดแล้วยังมีรายการฉองโคมไฟอีกมากมาย ที่ผู้คนดูกันมากที่สุดเห็นจะได้แก่ขบวนพาเหรดที่ที่มีการแต่งตัวด้วยอาภรณ์แบบโบราณ ขณะเดินเคลื่อนที่ไปก็จะมีการแสดงประกอบตามไปด้วย ประเพณีนี้ซึ่งมีการฉลองทุกภาค ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ ต่างมีการแสดงที่สำคัญคือการเชิดมังกร และสิงโต
ในการฉลองเทศกาลนี้จะเป็นเทศกาลที่ญาติพี่น้องซึ่งอยู่ห่างกันได้กลับมาพบกัน ชาวภาคใต้มีประเพณีนำ หยวนเซียว ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกกลมสีขาวมีไส้ ต้มในน้ำขิง ( เหมือนบัวลอยน้ำขิง) ของกินนี้ออกเสียงเรียกกันว่า ถวนหยวน ซึ่งแปลว่า คืนสู่เหย้า ถือว่าเป็นโอกาสแห่งความเป็นสิริมงคล

เทศกาลขนมบ๊ะจ่าง (ตวน อู่ เจี๋ย)
      ตรงกับวันที่ 5 ของเดือน 5 ตามปฏิทินจีน บางครั้งจึงเรียกว่างานเทศกาลเดือน 5 เป็นวันที่ระลึกถึง ชวี หยวน นักกวีผู้มีชื่อเสียงของจีน ทำให้วันนี้มีผู้คนเรียกว่าเทศกาลกวี ด้วย
ท่าน ชวี หยวน เป็นคนประเทศฉู่ เมื่อ 2 พันปีก่อน ท่านทำงานอยู่ข้างกายฮ่องเต้ฉู่ แม้ว่าท่านได้ทำงานเพื่อประเทศฉู่ ด้วยความจงรักภักดีอย่างมาก แต่มิได้รับความเชื่อถือ ท่านจึงถอนตัวออกจากฮ่องเต้ กลับสู่บ้านเกิดในชนบท ท่านมีความจงรักภักดีต่อประเทศของท่านเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ข่าวว่าประเทศฉู่ ถูกข้าศึกเข้ายึดครองเป็นเมืองขึ้น เกิดเสียใจอย่างรุนแรง ถึงกับกระโดดน้ำฆ่าตัวตายในวันที่ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5
      ผู้คนร่วมหมู่บ้านของท่านมีความรักต่อท่านอย่างแท้จริง ต่างพากันพายเรือออกไป ตามหาอยู่หลายวัน แต่หาไม่พบ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ปลาในน้ำทำอันตรายต่อท่านชวีหยวน ชาวบ้านจึงพากันโยนบ๊ะจ่างลงในน้ำให้ปลากินแทน ต่อมาทุกๆ ปี ในวันที่ 5 เดือน 5 ผู้คนจะพายเรือออกไปโยนบ๊ะจ่างลงในน้ำเป็นประจำ แต่ประเพณีได้กลายมาเป็นการรับประทานบ๊ะจ่าง และเพิ่มเติมประเพณีการแข่งเรือมังกรเข้ามาด้วย
เรือมังกรคือเรือที่ประดับโขนเรือเป็นหัวมังกรซึ่งถูกนำมาพายแข่งขันกันในบรรยากาศ ที่สนุกสนาน มิใช่แต่ชาวจีนเท่านั้นที่ชอบการแข่งเรือมังกร นานาประเทศทั่วโลกต่างก็ชื่นชม ในประเทศจีนมีการแข่งขันเรือมังกรระดับนานาชาติหลายเมือง เช่นที่หูหนาน และฮ่องกง เป็นต้น

เทศกาลไหว้พระจันทร์ (จง ชิว เจี๋ย)
      เป็นวันที่ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจีน จึงเรียกว่าเทศกาลเดือน 8 มีประวัติความเป็นมาก่อนประวัติศาสตร์ถึง 2 พันปี วันนี้คนจีนจะรับประทานขนมไหว้พระจันทร์กับเฝ้ามองดวงจันทร์ที่มีประกายแสงงดงาม
ชาวจีนมักพูดกันว่า ดวงจันทร์ในวันเพ็ญกลางเดือน 8 สว่างสดใสเป็นพิเศษ ซึ่งความจริงแล้วมาจากการที่ในฤดูหนาวอากาศหนาวมาก ในฤดูร้อนฟ้ามักจะครึ้มและมีฝนตก ฤดูใบไม้ผลิก็มักจะมีลมพายุ ล้วนไม่เหมาะที่จะออกมาอยู่นอกบ้านเพื่อชมดวงจันทร์ คงมีแต่ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศดี ดวงจันทร์กลางเดือน 8 ดูแล้ว ทั้งใหญ่ ทั้งกลม ทั้งแสงสดใส คนในบ้านมักจะออกมานั่งที่ลานหน้าบ้าน เพื่อคุยกันไปพลาง รับประทานขนมไหว้พระจันทร์และผลไม้ไปพลาง จึงเป็นเรื่องแห่งความสุขสนุกสนานเบิกบานใจอย่างยิ่ง
      ผู้คนทั้งหลายล้วนชอบความสดใสของดวงจันทร์กลมๆ ซึ่งภาษาจีนออกเสียงว่า หยวนเยว่ และเหมือนความงดงามแห่งการที่คนสนิทคุ้นเคยได้คืนสู่เหย้า กับความงดงามของความเป็นอยู่ของชีวิต วันเทศกาลของจีนยังมีอีกหลายวัน ซึ่งต่างมีที่มาที่ไป และล้วนแต่เป็นประเพณีเก่าๆ หากท่านอยากทราบต้องไปถามผู้อาวุโส ท่านย่อมจะได้รับฟังเรื่องที่มีความหมายเก่าๆ อย่างมากมายแน่นอน

 
 
 
หน้าแรก l แพ็คเกจทัวร์ l สมัครสมาชิก l เกี่ยวกับเรา l แผนที่บริษัท l ติดต่อเรา
บริษัท ไชน่าฮอลิเดย์ทราเวล จำกัด Tel. 0-2538-5666 (อัตโนมัติ 20 เลขหมาย)
Fax. 0-2538-3434 เลขที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว 11/4878
Copyright@2008 chinaholidaytour.com. All Rights Reserved.